หน้าแรก » บทความ » เผยวิธีคิดเด็กไทย คว้าอันดับ 1 มหาลัยญี่ปุ่น

เผยวิธีคิดเด็กไทย คว้าอันดับ 1 มหาลัยญี่ปุ่น

แชร์หน้านี้ Line

เคยสงสัยไหมว่าเด็กที่ประสบความสำเร็จได้ เขามีแนวคิดและวิธีปฏิบัติอย่างไร วันนี้เราจะมาเผยเรื่องราวของน้องเจ Jay Patt Tangsinmunkong เด็กไทยที่คว้าอันดับ 1 มหาวิทยาลัยวาเซดะ จาก 4 ปีก่อนไปสั่งข้าวยังต้องใช้ภาษาใบ้ แต่มาตอนนี้น้องเจเรียนได้เป็นที่ 1 ของคณะ เราจะมาตามติดชีวิตของน้องเจกันว่าเธอทำอย่างไรให้ก้าวผ่านช่วงเวลานั้นมาจนประสบความสำเร็จได้ในปัจจุบันกันค่ะ

มหาวิทยาลัยวาเซดะ หรือมักเรียกย่อว่า โซได เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนตั้งอยู่ในเขตชินจูกุในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2425 ถือว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งและอยู่ในลำดับต้นๆ ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น

วาเซดะมีชื่อเสียงในด้านเศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจและรัฐศาสตร์ เรียกได้ว่าเป็นสถาบันบ่มเพาะนักบริหารชั้นนำของประเทศมายาวนาน ศิษย์เก่าของมหาลัยวาเซดะได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นถึง 7 คน

วาเซดะมักจะถูกเทียบกับมหาวิทยาลัยเคโอ ที่มีชื่อเสียงมากเช่นกันในญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองมหาลัยจะมีกีฬาเบสบอลแข่งกันคล้ายๆ กับมหาวิทยาลัย Oxford-Cambridge ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำฝั่งอังกฤษที่มีกีฬาพายเรือแข่งกัน

เรื่องราวของน้องเจถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ peacegen.tv ว่าน้องเจได้รับอีเมลจากคณะเพื่อแสดงความยินดีที่น้องเจเป็นที่หนึ่งของคณะ โดยคำนวณจากคะแนนรวมทุกวิชากับวิทยานิพนธ์ ทางคณะจึงเชิญน้องเจให้เป็นตัวแทนไปรับใบปริญญาจากอธิการบดี

จากเมื่อ 4 ปีก่อนที่ไปสั่งข้าวยังต้องใช้ภาษาใบ้ เอานิ้วจิ้มๆ ความรู้ด้านรัฐศาสตร์แทบติดลบ แต่ตอนนี้กลับได้ที่หนึ่งคณะ เราจึงอยากนำเคล็ดลับความสำเร็จของน้องเจมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆสร้างพลังให้กับตัวเอง

1. Trying is not enough, you have to believe that you can do it

ให้เราเขียนเป้าหมายในแต่ละปี แต่ละเทอม ติดไว้หน้าโต๊ะทำงาน หรือหัวเตียง จากนั้นก็นึกภาพในวันที่ตัวเองทำสำเร็จ นึกอย่างละเอียด ยิ่งเจาะจงได้เท่าไหร่ได้ยิ่งดี

2. Perseverance and Self-discipline

เมื่อนึกภาพตามแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือความขยันและมีวินัยในตัวเอง เราต้องกำหนดสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันให้ชัดเจนและทำตามแผนนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ให้มองเป็นแบบอย่างได้แต่อย่าอิจฉา เพราะคนที่เก่งกว่าก็แค่เหนื่อยกว่าเรามาก่อนเท่านั้นเอง แค่เราขยันให้มากขึ้น เราต้องประสบความสำเร็จได้แน่นอน ให้เราทำตามแผนที่วางไว้ให้ที่ดีสุดก็พอ

3. The world looks exactly how you perceive it

ฝึกตัวเองให้รู้จักชื่นชมความหวานที่ซ่อนในรสชาติขม ให้รู้จักมองหาแสงสว่างที่แฝงอยู่ในความมืด และเมื่อมีเรื่องให้เสียน้ำตาก็ขอบคุณเหตุการณ์เหล่านั้น นำมาคิดทบทวนเพื่อเป็นบทเรียน ไม่ให้มีครั้งต่อไป โลกจะเป็นยังไงก็อยู่ที่เรามอง เราสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ด้วยทัศนคติของเราเอง ซึ่งจะกลายเป็นพลังบวกให้เราทำทุกอย่างสำเร็จได้

4. The simple magic words are thank you, please, and sorry

การฝึกพูดคำว่าขอบคุณและขอโทษจนติดปากจะช่วยให้เราทำสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น เราจะกลายเป็นคนรู้จักถ่อมตัว ทำให้คนอื่นพร้อมจะช่วยเหลือและเอ็นดูเรามากกว่าคนที่อวดเก่งและแข็งกระด้าง เมื่อมีสิ่งดีๆเกิดขึ้น ให้รู้จักขอบคุณคนรอบข้างที่คอยสนับสนุนให้เรามีทุกวันนี้ได้

มายจุฬาติวเตอร์เชื่อว่าน้องๆทุกคนต่างต้องอดทนทำในสิ่งที่เหนื่อย แต่ความพยายามของน้องๆจะไม่สูญเปล่า ความตั้งใจไม่เคยทรยศใคร ยิ่งน้องทุ่มเทให้กับสิ่งนั้นมากเท่าไหร่ น้องก็ยิ่งได้รับคืนมากเท่านั้น ซึ่งคุ้มค่ากับความสำเร็จที่น้องๆรอคอยแน่นอน ทีมมายจุฬาติวเตอร์ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆมีพลังที่จะสู้เพื่ออนาคตของตัวน้องและพ่อแม่ที่รักน้องสุดหัวใจ

ที่มาข้อมูลและภาพจาก Jay Patt Tangsinmunkong, peacegen.tv, wikipedia

 

ข่าวสารล่าสุดอื่นๆ

เผยวิธีคิดเด็กไทย คว้าอันดับ 1 มหาลัยญี่ปุ่น

เจาะลึก “ฟินแลนด์” ทำไมจึงมีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก

อึ้งง!! ผู้บริหาร รร. ส่งจดหมายถึงผู้ปกครอง เพื่อร้องขอสิ่งนี้

8 ความต่างของ “เซเว่นไทย” กับ “เซเว่นญี่ปุ่น”